รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • หากคุณอยากจะเป็นเศรษฐี คุณอาจต้องการแรงบันดาลใจจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน แม้ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเจ้าของกิจการ แต่คุณก็ยังสามารถนำแรงบันดาลใจจากคนที่รวยที่สุดในประเทศไปปรับใช้เพื่อสร้างสูตรแห่งความสำเร็จของคุณเองได้ บุษบา จิราธิวัฒน์ จากตระกูลจิราธิวัฒน์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของครอบครัวจิราธิวัฒน์ ตระกูลก่อตั้งเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งนิตยสาร Forbes ได้ประมาณทรัพย์สินของครอบครัวนี้ที่ประมาณสี่แสนล้านบาท "คุณต้องขยันและอดทน" เธอกล่าว แม่ดิฉันสอนให้รู้ถึงคุณค่าของสิ่งของ ทุกอย่างมีราคาและคุณค่าในตัวมัน" คุณบุษบามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับครอบครัวมาก "ครอบครัวจะคอยดูแลอยู่ข้างคุณ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม" ในเรื่องการสร้างแบรนด์ เธอกล่าวว่า "การสร้างแบรนด์สำคัญมาก แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว หลายๆ อย่างขึ้นอยู่กับการรับรู้ของผู้บริโภค และนั่นก็มาจากคุณภาพของสินค้า ถ้าแบรนด์คุณภาพลดลง ก็จะเท่ากับลดคุณค่าของแบรนด์ลงด้วย ผู้จำหน่ายต้องคำนึงถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ" คุณบุษบาปิดท้ายมุมมองของตนเองเรื่องตลาดของสินค้าฟุ่มเฟือยว่า "ประเด็นนี้ไม่ได้เรื่องของราคา แต่เป็นเรื่องของบริการ สิ่งที่เราขายเป็นอันดับแรกคือ การบริการ" บุณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย ทรัพย์สิน 3,500 ล้านบาท กรรมการผู้จัดการแห่งธนาคารกสิกรไทย บัณฑูร ล่ำซำ ได้แบ่งปันความคิดของเขาเรื่องการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเมื่อได้ไปบรรยายให้กับสมาคมไทย - ญี่ปุ่น คุณบัณฑูร คิดว่าการมีทีมงานที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เขากล่าวว่า "คุณต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่าสายตาของคนอื่นต้องมองคุณกับทีมว่า เป็นทีมที่ดี ไม่อย่างนั้น จะดึงคนมีความสามารถคนอื่นๆ มาทำงานกับคุณได้ยาก" "หมายความว่า แบรนด์ธุรกิจของคุณ ต้องทำให้คุณรู้สึกดี และรู้สึกว่า คุณเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้" ในส่วนของการชวนให้คนอื่นมาร่วมทีมของคุณ เขาแนะนำให้ผู้จัดการ" เรียบเรียงถ้อยคำด้านยุทธศาสตร์ที่มีความหมายดีๆ ให้ชัดเจน ผู้คนอยากได้ยินว่าบริษัทจะมีอนาคตแบบไหนและพวกเขาจะมีอนาคตแบบไหนรออยู่ เขาเชื่อเรื่องการให้รางวัลสำหรับการทำผลงานที่ดี "เรื่องการตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ เป้าหมายควรมีความหมายต่อองค์กรและบุคคล ระบบการให้รางวัลควรพิจารณาจากวิธีการที่สมาชิกในทีมทำเป้าหมายนั้นสำเร็จได้อย่างไร ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริยโภคภัณฑ์ (CP) นินท์ เจียรวนนท์และครอบครัวมีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ที่สามแสนล้านบาท (อ้างอิงจาก Forbes) ระหว่างการบรรยายที่โรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียนในปี 2553 ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ได้แบ่งปันคำแนะนำดีๆ ให้แก่นักเรียนที่กำลังจะเรียนจบ กุญแจดอกแรกสู่ความสำเร็จคือ การสำนึกบุญคุณ “คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องสำนึกบุญคุณและรู้สึกขอบคุณต่อคนที่เคยช่วยเหลือค้ำจุนพวกเขามาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแม่”  เขายังได้กล่าวอีกด้วยว่า คนที่ประสบความสำเร็จควรจะสำนึกในบุญคุณต่อประเทศชาติด้วย เขากล่าวว่าเขาจะตั้งรูปของในหลวง พระราชินี รวมถึงธงชาติไทย ทุกที่ที่เขาไปลงทุนและตั้งออฟฟิศในต่างประเทศ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณให้แก่ประเทศ  เขายังได้แนะนำแก่นักเรียนในพิธีอีกด้วยว่า ให้มองหาจุดแข็งของคนอื่น“ทุกคนมีความสามารถของตนเอง นักเรียนทุกคนควรหาความสามารถของเพื่อนๆ อย่ามองหาจุดอ่อนของคนอื่น ทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย”  ต่อไปเราจะมาพูดถึงระดับเอเชียกันบ้าง คนที่รวยที่สุดในทวีป คือ ลี กา ชิง จากฮ่องกง เขามีคำแนะนำง่ายๆ เรื่องการใช้เงินและการลงทุนให้กับทุกคน ลี กา ชิง มูลค่าทรัพย์สิน ประมาณ1ล้านล้านบาท ประธานบริษัทเครือHutchison Whampoa “อายุน้อยไม่ใช่ข้อเสียเปรียบ คุณไม่ต้องกลัวจะจนหรอก คุณแค่ต้องรู้วิธีการลงทุน เพิ่มความรู้ และเติบโตให้มากขึ้น พยายามเลี่ยงการใช้เงินกับเสื้อผ้า แต่ให้ซื้อแค่บางชิ้นที่ดูดี มีคลาส กินข้าวนอกบ้านให้น้อยลง ถ้าเมื่อไรกินข้าวนอกบ้าน ให้กินเป็นมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น และต้องจ่ายบิลเสมอ เวลาจะเลี้ยงข้าวใคร ให้เลี้ยงข้าวคนที่มีความฝันยิ่งใหญ่กว่าคุณและขยันกว่าคุณ”  แน่นอนว่าพูดง่ายกว่าทำเป็นไหนๆ แต่ถ้าเป็นคำแนะนำจากผู้ที่รวยที่สุดในเอเชียซึ่งเรียนไม่จบม. ปลายด้วยซ้ำ เอาคำพูดของเขาเก็บมาคิดก็คงไม่เสียหายอะไร  แต่ละคนก็มีแนวคิดและให้ความสำคัญกับสิ่งที่แตกต่างกันออกไปในการทำงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพูดง่ายกว่าทำมากนักMoneyGuruอยากให้ทุกคนนำคำแนะนำของพวกเขาไปปรับใช้กับแนวทางในการทำงานของคุณเองและเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ตอนนี้ สักวันคุณจะต้องได้รับความสำเร็จแน่นอน ดีกว่าคิดแล้วไม่เริ่มทำเป็นไหนๆ ที่มา : http://www.posttoday.com/เศรษฐกิจ-หุ้น/การบริหารการเงิน/356497/ข้อคิดจากเศรษฐีในประเทศไทย
  • มีเงินมาก มีเงินน้อย ก็อยากให้เงินงอกเงยขึ้นทั้งนั้น ลองมาดูว่าแล้วเงินในกระเป๋าของคุณจะต่อยอดไปทางไหนได้บ้าง กับผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนต่างๆ  - เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ  เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสภาพคล่องสูง ต้องการถอนเมื่อไหร่ก็ได้ และให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ปกติ บางแห่งก็ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2.7% สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีเสียอีก แต่ต้องดูเงื่อนไขการฝากเงินด้วย - เงินฝากประจำปลอดภาษี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมประจำทุกเดือน ส่วนใหญ่ระยะเวลา 24 เดือนขึ้นไป ข้อดีคือ ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ ได้อัตราที่แน่นอน ไม่ว่าช่วงนั้นดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง เมื่อครบกำหนดได้ดอกเบี้ยครบทุกบาททุกสตางค์แบบไม่ต้องเสียภาษี ส่วนข้อเสียคือ หากถอนก่อนกำหนด ดอกเบี้ยจะไม่ได้ตามที่ระบุไว้ - สลากออมสิน สลากออมทรัพย์  ธ.ก.ส. เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ระยะเวลาขึ้นกับสลากประเภทนั้นๆ มีทั้ง 3 - 5 ปี ความพิเศษนอกจากได้ดอกเบี้ยแล้ว ยังได้ลุ้นรางวัลทุกเดือน การซื้อคิดเป็นหน่วย หน่วยละ 50 บาท - ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ ทางเลือกใหม่สำหรับการออมเงินที่ความเสี่ยงต่ำ ได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่างในหนึ่งเดียว ทั้งผลการตอบแทนสูงกว่าเงินฝากที่ไม่ต้องเสียภาษี รับเงินคืนทุกปี นำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้อีก ได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุและการเสียชีวิตแถมยังได้เงินก้อนหลังสิ้นสุดสัญญา ต้องการระยะสั้น - ระยะยาว ก็มีให้เลือกตามความพอใจ - กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เหมาะสำหรับผู้ต้องการออมเงินระยะยาวยามเกษียณ โดยมีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ด้วย แต่เงื่อนไขคือ ขายคืนหน่วยลงทุนเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป ซื้อได้ปีเว้นปี ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะมีการบริหารจัดการลงทุนหลากหลายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงสุดภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ - กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) คนวัยทำงานมักนิยมเลือกกองทุนนี้เป็นหลัก เพราะมีสภาพคล่องมากกว่า ขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อครบ 5 ปีปฏิทิน ซึ่งระหว่างปีสามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดยแนวทางคล้ายกับ RMF ที่ บลจ.จะเลือกบริหารเงินลงทุน แต่กองทุนนี้เน้นไปที่หุ้นจึงมีความเสี่ยงมากกว่า RMF แต่ผลตอบแทนสูงกว่าเช่นกัน ขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้บริหารกองทุน - กองทุนรวมตราสารหนี้ ผลิตภัณฑ์นี้มีระยะเวลาให้เลือกตั้งแต่ 3 เดือน-3 ปี รับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อผลตอบแทนถึงเป้าหมาย หากเป็นการลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ จะมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินด้วย ผลตอบแทนไม่ต้องเสียภาษี ส่วนความเสี่ยงจะคล้ายกับหุ้นที่หวั่นไหวกับภาวะเศรษฐกิจ ผลตอบแทนอาจไม่ได้ตามเป้าหมาย - พันธบัตรรัฐบาล  เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินเย็นมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้ไปหลายปี เพราะพันธบัตรรัฐบาลค่อนข้างมีระยะเวลานาน แต่ข้อดีของพันธบัตรรัฐบาลคือ ความเสี่ยงต่ำมากในระดับดอกเบี้ยที่ใช้ได้ - หุ้นกู้  เป็นตราสารหนี้อีกประเภทหนึ่งที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งระยะเวลาขึ้นอยู่กับบริษัทจะกำหนดไว้ มีตั้งแต่ 2-10 ปี โดยผลตอบแทนสูงแค่ไหนขึ้นอยู่กับอันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) เรตติ้งสูงสะท้อนถึงความมั่นคงบริษัทสูง ดอกเบี้ยอาจจะน้อยกว่าบริษัทที่มีเรตติ้งระดับรองลงมา ซึ่งผู้สนใจต้องอ่านรายละเอียดด้วยว่าเป็นหุ้นกู้ประเภทใด เงื่อนไขการไถ่ถอนคืนเป็นอย่างไร - หุ้น ตัวนี้มีระดับความเสี่ยงสูงมาก เหมาะสำหรับคนที่มีเงินกองอยู่หน้าตักมากๆ ชอบความตื่นเต้นเร้าใจและใจแข็งพอที่จะเห็นการขาดทุนในบางครั้ง เพราะราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวผันผวนตามข่าวคราว ดังนั้น จึงไม่แปลกที่อัตราผลตอบแทนมีตั้งแต่ติดลบไปจนถึงเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ที่มา : http://www.posttoday.com/เศรษฐกิจ-หุ้น/การบริหารการเงิน/356558/ให้เงินทำงานอะไรดี
  • ช่วงอายุ 20-29 ปี ถือเป็นวัยที่เริ่มมีความกังวลในชีวิต นอกจากเรื่องการค้นหาความเป็นตัวเอง และการงานอาชีพแล้ว เรื่องการเงินก็ถือเป็นอีกสิ่งที่สร้างความปวดหัวให้แก่คนในช่วงอายุดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่อยากมีอิสระและพึ่งพาตัวเองได้ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและการเงิน หากคุณคือบุคคลในกลุ่มนี้...อย่าเครียดไป! เรามีเคล็ดลับในเรื่องการเงินสำหรับคนอายุ 20-29 ปีมาฝากกัน เก็บออมตั้งแต่เด็ก  เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก แต่มันคือเรื่องจริงที่ว่า เวลา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการออมเงิน หากคุณอยู่ในช่วงอายุนี้ คุณมีทั้งเวลาและรายได้ ดังนั้น การออมเงินยิ่งมาก ก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวคุณในอนาคต ยิ่งคุณเริ่มการออมเงินเร็วเท่าไหร่ เวลาจะช่วยทวีคูณเงินออมของคุณนั่นเอง อยู่ให้ติดบ้าน  คนในช่วงอายุนี้มักมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบออกไปพบปะสังสรรค์นอกบ้าน หรือต้องการย้ายออกไปอยู่คนเดียว แต่ไลฟ์สไตล์ดังกล่าวอาจทำให้คุณเจ็บปวดกับค่าใช้จ่ายที่ตามมาได้ ไหนจะค่าเช่าคอนโด ค่าน้ำค่าไฟ ค่าของใช้ในบ้าน ค่าอาหารราคาแพง ฯลฯ ฉะนั้น หากบ้านคุณไม่ได้อยู่ไกลจากที่ทำงานเกินไป การอยู่บ้านกับครอบครัวก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้าย และเป็นการประหยัดเงินคุณได้ไม่น้อยเลย เปลี่ยนการใช้ชีวิต หากคุณเป็นคนใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายให้มีความสุขได้ คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตให้เป็นไปทางไหนก็ได้ บุคคลรอบตัวคุณก็เป็นส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคุณ คุณจึงควรเลือกอยู่กับคนที่ช่วยจุนเจือแผนในชีวิตคุณให้เป็นจริงได้ ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายรับ ไม่เป็นผลดีแน่ๆ หากคุณใช้จ่ายรายได้ หลายคนอาจจะใช้แบบเงินเดือนชนเดือน ไม่เหลือเงินเก็บเพราะจ่ายไปกับของที่ไม่จำเป็นต่างๆ ระหว่างเดือน ซึ่งเป็นพฤติกรรมการใช้เงินแบบผิดๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นเศรษฐีหรือมีฐานะพอกินพอใช้ ก็สร้างความมั่นคงทางการเงินได้ หากมีรายจ่ายน้อยกว่ารายรับ ตั้งงบประมาณการใช้เงิน อยากใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ คุณควรวางแผนงบประมาณการใช้จ่ายในช่วงเวลาต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเสนอแผนงบประมาณ 50-30-20 ซึ่งหมายถึง 50% ของรายรับควรถูกใช้กับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และสิ่งจำเป็นต่างๆ อีก 30% จ่ายไปกับสิ่งอื่นๆ ตามใจคุณ และอีก 20% เก็บเป็นเงินออม แยกบัญชีเงินเก็บออกจากบัญชีใช้จ่าย ทันทีที่คุณได้เงินเดือน ให้แยกเงิน 20% ออกไปใส่ในบัญชีออมทันที และพยายามใช้จ่ายกับ 80% ที่เหลือแทน ด้วยวิธีนี้ คุณจะมั่นใจได้ว่าคุณมีเงินเก็บที่แน่นอนในแต่ละเดือน เปิดบัญชีออมทรัพย์ บัญชีออมทรัพย์เป็นบัญชีที่มีเงื่อนไขในการเปิดน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับบัญชีอื่นๆ ของธนาคาร แถมเป็นบัญชีที่ไม่มีค่าใช้จ่ายตามมาด้วย แม้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากจะไม่ได้สูงเท่าการลงทุนประเภทอื่นๆ แต่บัญชีออมทรัพย์ก็แทบไม่มีความเสี่ยงใดๆ จึงไม่เสียหายอะไรหากคุณจะฝากเงินในบัญชีประเภทนี้ ลงทุน การลงทุนในตลาดหุ้นและกองทุนรวมเป็นเรื่องไม่ยากและไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก คุณอาจจะลงทุนระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงกับกองทุนหุ้นรวมระยะยาว (LTF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และอาจนำไปเป็นสิทธิพิเศษทางภาษีได้อีกด้วย ทั้งนี้ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย ซื้อประกัน ในวัย 20 -29 หลายคนคงมีรถไว้ในครอบครองแล้ว และแน่นอนว่าความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุอันนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมากนั้นสามารถกระทบแผนทางการเงินที่คุณวางใจได้ ดังนั้นการทำประกันรถยนต์ถือเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาอยู่ไม่น้อย ที่มา : http://www.posttoday.com/เศรษฐกิจ-หุ้น/การบริหารการเงิน/347688/9-เคล็ดกับการใช้เงิน-สำหรับคนอายุเริ่มต้นด้วยเลข-2
  • ทำอย่างไรดี เมื่อเงิน (เริ่ม) ไม่พอใช้หนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีปัญหาเรื่องการชำระหนี้ ไปดูกันว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่บ่งชี้ว่าเรากำลังมีปัญหา - ไม่รู้ว่าจะมีเข้าเท่าไหร่ เมื่อไหร่ มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ มีหนี้สินทั้งหมดเท่าไหร่ และต้องจ่ายเมื่อไหร่ - ยอดหนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีว่าจะลดลง - เริ่มจ่ายหนี้ไม่เต็มจำนวน หรือจ่ายเงินช้ากว่ากำหนด - เริ่มกดเงินสดจากบัตรเครดิตหรือสินเชื่อวงเงินหมุนเวียนออกมาใช้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน หรือหมุนใช้เจ้าหนี้อื่นมากขึ้น - เริ่มถอนเงินที่เก็บออมไว้ออกมาใช้ หรือเริ่มหยิบยืมเงินคนรอบข้าง - ไม่อยากพูดเรื่องเงิน และหงุดหงิดทุกครั้งที่มีคนมาถามหรือพูดเรื่องนี้ - หันมากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อยขึ้น เพราะไม่มีเงินซื้ออาหารอื่น หากพบว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ เงินไม่พอใช้หนี้ ต้องตั้งสติดีๆ แล้วค่อยๆ พยายามหาทางแก้ไข ดังนี้ 1. ไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อไม่ให้เงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม 2. สำรวจพฤติกรรมการใช้เงิน เพื่อดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่จำเป็นและพอจะลด ละ เลิก ได้บ้าง เช่น เหล้า บุหรี่ หวย เที่ยวกลางคืน ของแบรนด์เนม 3. หารายได้เสริมจากความสามารถพิเศษที่มี เช่น ทำขนมขายหรือประกวดความสามารถชิงรางวัลต่างๆ  4. หารือกับสถาบันการเงิน เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ขอลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดจนกว่าจะสามารถกลับไปชำระเงินในแบบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ 5. ไม่ควรหนีเจ้าหนี้ เพราะอาจททำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น รวมทั้งอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เพิ่มเติมได้ ***หากอดทนและตั้งใจจริงแล้ว ในที่สุดก็จะหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้***